KTAM ตั้งเป้า AUM ปี 69 แตะ 1.1 ล้านลบ. พร้อมเตรียมเปิดซื้อขายกองทุนรูปแบบ Tokenized Fund ภายใน 1-2 เดือนนี้ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 2.3% จากแรงหนุนการลงทุนภาครัฐ Data Center และ AI พร้อมมองดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีแตะ 1,600 จุด และมีโอกาสขึ้นสู่ 1,750 จุดในปี 70 นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ปีนี้ แตะระดับ 1.1 ล้านล้านบาท เติบโตประมาณ 10% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 68 ทั้งนี้ ณ 30 เม.ย. 69 บริษัทฯ ทำได้เแล้ว 1,062,024 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าของธนาคารกรุงไทย และการยกระดับทีมขายให้มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มากยิ่งขึ้น สำหรับกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในช่วงครึ่งปีหลังนี้ KTAM ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่นักลงทุน พร้อมยึดหลักการบริหารจัดการด้วยความรอบคอบระมัดระวังภายใต้หลัก ธรรมมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นสำคัญ รวมทั้งบริษัทยังคงให้ความสำคัญในการยกระดับการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร และบทวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันมีผู้ติดตามผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ รวมกันกว่า 2.06 ล้านบัญชีผู้ใช้ (ข้อมูล 31 พ.ค. 69) เตรียมเปิด Tokenized Fund ซื้อขาย 24 ชม.ขึ้นแท่นรายแรกวงการกองทุนไทย นอกจากนี้ KTAM เตรียมเปิดตัวการซื้อขายกองทุนรูปแบบ โทเคนไนซ์ฟันด์ (Tokenized Fund) หรือการแปลงหน่วยลงทุนให้อยู่ในรูปของโทเคนดิจิทัล ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)ซึ่ง KTAM จะร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เพื่อให้สามารถซื้อขายกองทุนในรูปแบบเหรียญหรือโทเคนได้โดยตรง รองรับการทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะเห็นภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบร่วมกับธนาคารและรอความชัดเจนด้านหลักเกณฑ์จากทาง กลต. หากทำสำเร็จจะถือว่าเป็นรายแรกของการซื้อขายรูปแบบ Tokenized Fund ของกลุ่มธุรกิจกองทุน ทั้งนี้ Tokenized Fund ดังกล่าวไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ประเภท Crypto ETF แต่เป็นช่องทางใหม่ในการซื้อขายกองทุนรวม สำหรับระยะแรกจะเริ่มจากกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอย่าง กองทุนตลาดเงิน (Money Market) ก่อนเนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ และในอนาคตจะขยายไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น กองทุนหุ้น (Equity) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามขอบเขตที่กฎหมายรองรับ ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 69 โต 2.3% รับแรงหนุนลงทุนรัฐ-Data Center-AI คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ของไทยปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% จากเดิมที่คาดว่า 1.9% ซึ่งถึงแม้มีแรงกดดันด้านการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง แต่การผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ธีม AI และการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีโอกาสสร้างการเติบโตของกำไรจากธีมดังกล่าว ทั้งยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ผ่านความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของการลงทุนใน Data Center ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายอีกในปีนี้ ดังนั้น ยังมีมุมมองเชิงบวกกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตราสารทุนต่างประเทศและตราสารทุนไทย มองหุ้นไทยไปต่อ ชี้เป้าดัชนีปี 69 ที่ 1,600 จุด ลุ้นปี 70 แตะ 1,750 จุด ด้านหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 69 สร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% โดยคาดตลาดหุ้นไทยมองเป้าหมายปี 70 มีโอกาสแตะระดับ 1,750 จุด บน EPS ที่ 103 บาท โดยคำนวณจากระดับ P/E ที่ 17 เท่า ส่วนในปีนี้มองเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 จุด โดยแนะนำกองทุนหุ้นไทย 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์ (KTEF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด โดยกองทุนจะลงทุน ในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูงและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ จะไม่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หลักทรัพย์ของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และตราสารหนี้ที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง และกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ และ/หรือมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต นอกจากนี้ กองทุน KT-HiDiv RMF ซึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีนโยบายเดียวกันกับ KT-HiDiv ยังได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมจาก Morningstar Awards for Investing Excellence ในกลุ่มกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี 2567 - 2569 ชี้ครึ่งหลังปี 69 ศก.โลกยังผันผวน ชู AI ธีมลงทุนเด่น ด้านภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 69 ว่า มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกต่างชะลอตัวลงเข้าใกล้กรอบเป้าหมายของธนาคารกลางหลัก อีกทั้งยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ โดยแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว สำหรับในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้น ยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงแต่ยังคงมีความผันผวนจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นและช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ถึงแม้ผลตอบแทนคาดการณ์จากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาวยังคงมีความผันผวน ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยยังคงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระเงินของผู้ออกตราสารหนี้ สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศมีตลาดที่น่าสนใจหลัก ๆ ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรและการปฏิรูปภาคธุรกิจ และตลาดกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคาหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ถูกและผลกำไรเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการเข้าลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective) ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงขับเคลื่อนด้วยธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งแม้ระดับราคาจะค่อนข้างสูง ส่วนตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น แนะนำเน้นลงทุนในกลุ่มเอเชียเหนือเป็นหลัก เนื่องจากมีทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากธีม AI และผู้เสียประโยชน์จากราคาน้ำมัน ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ ผลกำไรชะลอตัว ความเปราะบางด้านพลังงาน และเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยที่เกิดขึ้นในอนาคต ทาง KTAM จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น “การจัดพอร์ตแบบสมดุล (Balanced Portfolio)” ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวน โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและมีโมเมนตัมของกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |